ประสบการณ์สร้างทฤษฎี หรือ ทฤษฎีก็มาจากประสบการณ์ – ประสบการณ์ชีวิต (3)


ในหนังสือประสบการณ์ชีวิตนี้ นอกจากอาจารย์ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์ เขียนคำนิยมให้แล้ว ยังมีพรรคพวกอีกหลายคนที่ช่วยกันเขียน จึงขอนำมาให้อ่านกัน ดังนี้

คนแรกก็คือ ธวัช พลังเทพินทร์ ประธานกรรมการ บริษัท มีเดียโฟกัส จำกัด  อดีตผู้บริหารระดับแนวหน้าของ เอเย่นต์ซีโฆษณา แกรนท์ แอดเวอร์ไทซิ่ง ที่หันมาเอาดีด้าน หนังสือพิมพ์ ผู้ก่อตั้ง นิตยสาร คู่แข่ง รายเดือน / นิตยสาร หญิงยุคใหม่ / นิตยสาร คลังสมอง และ หนังสือพิมพ์ คู่แข่งรายวัน ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และเป็นผู้นำในแวดวงหนังสือพิมพ์แนวธุรกิจของไทย ในยุคนั้น เป็นผู้เปิดโอกาสให้ผมเขียน ประสบการณ์ชีวิต นี้ติดต่อกันนานหลายเดือน

ธวัช พลังเทพินทร์ เขียน เอาไว้ว่า “…พ็อกเก็ตบุคส์ที่ท่านกำลังถืออยู่ในมือขณะนี้ ผมเรียกมันว่า มหาวิทยาลัยชีวิต เป็นบทเรียน นอกตำรา จากรั้วมหาวิทยาลัยชีวิต ของ คุณไพบูลย์ สำราญภูติ กะเทาะเปลือกตัวเอง เปิด ประสบการณ์ชีวิตจริง ออกมาตีแผ่อย่างถึงกึ๋น

คุณไพบูลย์ เขียนฉากชีวิตของเขาเป็นตอนๆ ตีพิมพ์ใน นิตยสาร คู่แข่ง ตั้งแต่ฉบับประจำเดือน สิงหาคม 2528 แนวการเขียนที่ท้าทาย…ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งนี้ เพราะ… คุณไพบูลย์ เขียนไม่ยั้งมือ

เขาใส่วิญญาณ…ความคิด…ความรู้สึก… ทัศนคติ ของเขาต่อบุคคลต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาใน รั้วมหาวิทยาลัยชีวิต ของเขา อย่างเปิดอก…แสดงข้อคิดเห็นต่อตัวบุคคลและต่อสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตจริง อย่างตรงไปตรงมา

ท่านจะรู้สึกเหมือนเป็นคนใน ที่อยู่ในเหตุการณ์จริงเหมือนเดินเข้าไปใน ยุทธจักร นสพ.ข่าวตะวัน…พญาครุฑ…ตึกดำ…อินเตอร์ไลฟ์…พีเอสเอ.กรุ๊ป…ฯลฯ

ครับ…เพียงแค่ผ่านเข้าไปใน สำนักบู๊ลิ้ม แต่ละแห่ง โดยมี คุณไพบูลย์ เป็น ไกด์ เบิกทาง เข้าถ้ำจอมยุทธระดับเซียนเหยียบเมฆ ของแต่ละสำนัก ก็เหมือนได้รับ คัมภีร์วิทยายุทธ์ ที่คุ้มค่า หาที่ไหน ไม่ได้อีกแล้ว…”

อีกคนหนึ่งที่จะลืมเสียไม่ได้ คือ ชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ ประธานกรรมการ บริษัท C.S.N. & Associates จำกัด ปิยะมิตร ที่ชักชวนให้ผมได้มี โอกาส แจ้งเกิด และ เติบโต ในอาณาจักร อินเตอร์ไลฟ์ ประกันชีวิต ของ PSA Group ที่กำลังเป็น ดาวรุ่งฟ้า ในยุคนั้น เช่นกัน

ชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ เขียน คำนิยม ให้ ประสบการณ์ชีวิต ไว้ว่า “…ในการบวน การถ่ายทอด ความรู้ ความเข้าใจ ทางด้านสังคมศาสตร์นั้น การศึกษา จากกรณีที่เกิดขึ้น ตลอดจน วิเคราะห์ พฤติกรรม การบริหารของบุคคล และเงื่อนไขขององค์กร ในระยะนั้นๆ  น่าจะเป็นแนวโน้ม ที่ควรได้รับ ความนิยมมากขึ้น เพราะดูจะได้ประโยชน์มากกว่าการศึกษา เฉพาะ ทฤษฎี และ สมมุติฐาน ที่พัฒนาขึ้นจากอีกสังคมหนึ่ง ที่ยังนิยมปฏิบัติในสถาบันการศึกษาของบ้านเรา

ความรุ่งโรจน์ และ ความพินาศ ของ กลุ่มธุรกิจ พี เอส เอ ก็เป็น ปรากฎการณ์ ที่ท้าทายพัฒนาการ ของการบริหารธุรกิจ ในเมืองไทย สมควรที่จะได้รับการบันทึกไว้ประกอบการศึกษา และเพื่อเป็น อุทาหรณ์ของผู้บริหารอื่นๆด้วย

คุณไพบูลย์ สำราญภูติ ได้ใช้ความอุตสาหะ และ ความกล้าหาญ เสนอเหตุการณ์บางส่วน ในช่วงเวลา 4 – 5 ปี  ซึ่งถือเป็นระยะเจริญสุดขีด และ เริ่มตกต่ำ ของ กลุ่มพีเอสเอ โดยอาศัย เหตุการณ์ของ อินเตอร์ไลฟ์ เป็นฉากสำคัญได้ อย่างมีชีวิตชีวา หลายแง่มุม ให้ความยุติธรรมแก่ผู้เกี่ยวข้อง โดยมีอรรถรสครบถ้วน

คุณไพบูลย์ ฯ ในทัศนะของผม มีวิญญาณของความเป็นนักขาย ที่แท้จริง เมื่อบวกกับความสามารถของการเป็นครูบาอาจารย์ด้วยแล้ว บทความนี้ จึงมีคุณค่ายิ่ง…

อีกท่านหนึ่ง ซึ่งล่วงลับไปนานหลายปีแล้ว คือ ดร.ธวัช วิชัยดิษฐ เพื่อนรักสมัยที่เรียนหนังสือด้วยกัน อยู่ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษา ปทุมวัน ( มหาวิทยาลัย ศรีนครินทร์วิโรฒ ) ซึ่งดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าการประปาส่วนภูมิภาค ในตอนนั้น ได้เขียนเอาไว้ว่า

“…ไพบูลย์ สำราญภูติ รวบรวมบทความที่เขียนขึ้นไว้ในวารสารคู่แข่ง เป็นหนังสือเล่มหนา ชื่อว่า ประสบการณ์ชีวิต  แล้วส่งร่างมาให้ผมอ่าน พร้อมทั้งขอให้ช่วยวิจารณ์ด้วย ผมรับทราบด้วยความยินดี แต่คงโต้แย้ง ไพบูลย์ ไปว่า ผมวิจารณ์ไม่ได้ เพราะสิ่งที่ ไพบูลย์ เขียนนั้น เป็น ข้อจริง ไม่ใช่ ข้อเท็จ

พบเห็นอะไรมาในช่วงชีวิตที่ผ่าน ไพบูลย์ ก็นำมาบอกเล่าให้ทราบ พร้อมทั้งสอดแทรกข้อคิดของตนเองลงไปด้วย นับว่า สำเร็จ เพราะ ไพบูลย์ ใช้ภาษาเป็น โดยเขียนเป็น ภาษาไทยง่ายๆ สละสลวยและได้ใจความ ผมเองได้อ่าน รวมบทความเหล่านี้ ด้วยความชื่นชมยินดี ประกอบกับเป็นการใช้ภาษาไทยง่ายๆ จึงเรียกได้ว่า เป็นการอ่านรวดเดียวจบ

อ่านจบแล้ว ก็คิดต่อไปว่า ประสบการณ์ ของคนเรานั้น มีคุณค่าเสมอ เป็นบ่อเกิดแห่งการเรียนรู้ต่อไปอีกมากในหลายๆเรื่อง ไม่มีวันหมดสิ้น ว่ากันโดยสรุป ก็ต้องพูดว่า

ประสบการณ์สร้างทฤษฎี หรือ ทฤษฎีก็มาจากประสบการณ์ ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก นั่นเอง การเรียนรู้ จาก ประสบการณ์ ของผู้อื่น จึงนับเนื่องเป็น การศึกษา ได้อย่างหนึ่ง

การถ่ายทอด ประสบการณ์ จึงต้องถือว่า เป็น กระบวนการ ในการถ่ายทอด ความรู้ ได้เป็นอย่างดี ไม่มีอะไรติดขัด และน่าสงสัยกันอีกต่อไปแล้ว ผมเข้าใจว่า ทั้งหลายนี้ คือ สาระที่แท้จริง ของ หนังสือเล่มนี้ และ ไพบูลย์ ทำได้ดีทีเดียว

เพราะ ไพบูลย์ ถ่ายทอด วิญญาณ ความเป็น ครู ลงไปแทรกไว้ในบทความต่างๆด้วย ทำให้เป็นเรื่องที่ น่าสนใจ ติดตาม วิเคราะห์ และ เพิ่มเติม ความรู้ ให้กับผู้อ่าน ได้เป็นอย่างดี จุดเด่น ของ รวมบทความนี้ น่าจะอยู่ที่ตรงนี้ มากกว่าส่วนอื่นๆ

โดยส่วนตัวของผมเอง ผมนับถือ คนที่มี ประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็น ประสบการณ์ ด้านใดๆ ชอบที่จะส้องเสพย์ เสวนา กับท่านเหล่านี้ โดยไม่ต้องถูกจำกัดโดย วัยวุฒิ หรือ คุณวุฒิ จะเรียกว่า เชิดชู ผู้ที่มี ประสบการณ์ ก็คงไม่ผิดนัก

เพราะฉะนั้น การที่ไพบูลย์ ได้แสดงมุทิตาจิต รำลึกนึกถึงผม โดยส่งร่างต้นฉบับมาให้อ่านก่อน จึงทำให้ตัวผมเองได้ เรียนรู้จากประสบการณ์ ของ ไพบูลย์ อีกมาก นับว่า ทำให้ผมได้ ความรู้ เพิ่มเติม และ มีค่า เป็นอย่างยิ่ง ต่อตัวผมเอง

ทั้งประสบการณ์ ของไพบูลย์ ที่ผมเคยทราบ และ ประสบการณ์ ที่ผมไม่เคยทราบมาก่อน ที่พูดได้เช่นนี้ เพราะ ไพบูลย์ เป็นเพื่อนกับผมมานาน เมื่ออ่านรวมบทความทั้งหมดแล้ว จึงเกิดความรู้สึกว่า ความรู้ อันเกิดจาก ประสบการณ์ ของ ไพบูลย์ นั้น ควรจะได้แพร่ขยายเพิ่มเติมต่อไปให้มากขึ้น

การจัดรวบรวมแล้วพิมพ์เป็นเล่ม จึงไม่เพียงแต่สมควรจะกระทำเท่านั้น หากยังเปิดโอกาสให้ได้มี การแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น กับท่านผู้อานที่ซื้อหาไว้เป็นสมบัติอีกด้วย อ่านแล้ว ก็ได้โปรดพิจารณากันต่อไปด้วยเถิดครับ ว่า ประสบการณ์ ของคนเรานั้น มี ประโยชน์ มากน้อยเพียงใดบ้าง

คิดได้เพียงเท่านี้ หลังจากที่อ่านหนังสือของ ไพบูลย์ จนจบ จึงขอแสดงความยินดีกับ ไพบูลย์ ไว้เสียแต่เดี๋ยวนี้ ด้วยความจริงใจ…”

+ There are no comments

Add yours