ช่วงชีวิตนักศึกษา – ประสบการณ์ชีวิต (8)


ช่วงชีวิตนักศึกษา บางคนที่สนิทๆ กัน ถามผมเสมอๆ ว่า เหตุใดจึงเข้ามาทำธุรกิจ เป็นมือปืนรับจ้างอาชีพในวงการธุรกิจกับเขาได้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ร่ำเรียนอะไรเกี่ยวกับการขาย การค้า การตลาด หรือ บัญน้ำ บัญชี มาก่อนเลย

ใช่ ! ผมเรียนมาจริงๆ ก็คือ วิชาครู อาชีพครู ว่าด้วย วิชาการสอน วิชาจิตวิทยา ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาปทุมวัน ( มหาวิทยาลัยศรีนครินทวิโรฒ ) แล้วก็มาเรียนวิชาการบริหารรัฐกิจ ( รัฐประศาสนศาสตร์ ) ที่คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วมาจบเอาเมื่อตอนที่เปลี่ยนชื่อเป็น สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ที่คลองจั่น บางกะปิ โน่น

กว่าจะได้เรียนเรื่องราวเกี่ยวกับธุรกิจการขาย การตลาด ก็เมื่อเข้ามาทำอยู่ในวงการนี้เกือบ 15 ปี แล้ว และไอ้ มาร์เก็ตติ้ง หรือ การตลาด ที่ได้เรียนรู้มามันก็ดูง่ายกว่าสิ่งที่ต้องทำ ต้องรับผิดชอบอยู่ทุกวันมาก่อน มันจึงดูว่าไม่ใช่เรื่องยาก จึงไม่ตื่นเต้น สนอกสนใจอะไรมากนัก ใครจะว่าอย่างไรก็ไม่รู้ซี

แต่ผมว่าวิชาการตลาดนั้น มันเป็นเรื่องง่ายของธรรมดาๆ อาศัย สามัญสำนึก ( Common Sense ) คอยสังเกต สังกาอะไรสักนิด กล้าสู้ กล้าเสี่ยง สักหน่อย ไม่โง่จนเกินไปมีความฝัน เป็นตัวส่งตัวดันโอกาสที่จะยืนอยู่ในยุทธ์จักรนี้ก็มีมาก

ขออย่างเดียว ขอให้ตีนติดดิน อย่าอยู่บนหอคอยงาช้าง เป็นใช้ได้ ไอ้ที่คุยว่า แน่ๆ นั้น เจอมาหลายต่อหลายรายแล้ว ตกม้าตาย มามากต่อมาก ส่วนคนที่แน่นปึ๊ก แข็งโป๊ก มักจะไม่ค่อยคุยโต โอ้อวด เป็นประเภทคมในฝักมากกว่า

ตัวผมนั้น มันประเภทเสี่ยสั่งลุย ลุยลูกเดียว อยู่แล้ว จึงออกจะได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ ยิ่งมีโอกาสได้ไปฝอย ไปบรรยายตามที่ต่างๆ บ่อยกว่าคนอื่นๆ ก็เลยกลายเป็นนักการตลาดมือดี กับเขาจนได้ แต่ผมรู้ตัวดีว่า ผมเป็นเพียงนักขายธรรมดาๆ เท่านั้น ยังไม่ได้เป็นนักการตลาด ผู้ยิ่งใหญ่อะไรกับเขาเลยจริงๆ

ที่เขาอุปโลกน์ฯ ให้เป็นนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยกับเขาสมัยหนึ่ง ( 2526 – 2527 ) ก็ไม่ใช่อะไรอื่น เป็นเพราะสมาชิกเบื่อหน้านายกสมาคมฯ คนเก่า ( วีระ บุญญานุรักษ์ ) ที่เป็นมานานหลายสมัยแล้ว มากกว่าคงต้องขอย้อนกลับไปถึงตอนเรียนหนังสือกันสักหน่อย อย่างน้อยจะได้รู้เป็นแนวทาง ว่า ทำไมชีวิตการทำงานของผม มันถึงได้หักเหเช่นนี้

เมื่อตอนที่ผมเรียนจบ ม.8 สายวิทยาศาสตร์ ที่สวนกุหลาบวิทยาลัยนั้น ผมไม่ได้เคยคิดว่าจะมาเป็นนักขาย นักการตลาด อะไรกับเขาเลย ผมสนใจและอยากเรียนคณะสถาปัตย์ อยากเป็น สถาปนิก คนออกแบบบ้านมากกว่า อาจจะเป็นเพราะโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยนั้น อยู่ติดกันกับโรงเรียนเพาะช่าง ได้เห็นบรรดาติสต์ทั้งหลายเดินเข้าเดินออกกันทุกวัน และเพราะผมเองก็มีความสนใจ ชอบเรื่องเขียนรูป วาดรูปอยู่แล้วเป็นทุนเดิม แต่ก็ยังไม่คิดถึงว่าจะไปเป็น ศิลปินใหญ่แถวหน้าพระลาน พวกจิตรกรรม ประติมากรรม กับเขาหรอก

เมื่อเรียน ม.7 ได้เพียงปีเดียว เห็นสมัครพรรคพวก เขาไปสอบเทียบกัน ก็นึกสนุกไปสอบกับเขาบ้าง แต่หลบไปสอบทางอักษรศาสตร์แทน ปรากฏว่าสอบได้เสียด้วย ไม่เลวเลย

จึงลองไปสอบต่อที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่สอบไม่ผ่าน จึงเรียนต่อสายวิทยาศาสตร์อีกปีหนึ่งจนจบ เลยกลายเป็นว่า มีประกาศนียบัตร ม.8 สองใบ คือ วิทยาศาสตร์ และ อักษรศาสตร์ โก้ไม่หยอก

เห็นพรรคพวกหลายคนเฮกันไปเรียนต่อที่ธรรมศาสตร์ ก็ตามไปกับเขาอีก แต่พอเห็นคนเรียนกันเป็นพันๆ เพราะสมัยนั้นยังไม่มีการสอบคัดเลือก เป็นมหาวิทยาลัยเปิด ก็กลัวว่าจะเรียนไม่จบ  จึงตัดสินใจไปสมัครสอบที่คณะสถาปัตย์กรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรต่อ ปรากฏว่าสอบได้ จึงสละสิทธ์ไม่ไปสอบที่คณะสถาปัตย์ จุฬาฯ ต่อ

ตอนนั้น ตั้งใจว่าคงจะเรียนที่มหาวิทยาลัยศิลปากรแน่ๆ โดยมีเพื่อนจากสวนกุหลาบติดไปเรียนด้วยกัน 2 – 3 คน เช่น เกยูร สหายสุข / อภัย ปาณินทร์ และเพราะชอบศิลปากรเป็นทุนเดิม โดยมีพี่ชายที่เรียนจบจากเพาะช่างเป็นแรงเชียร์ ก็มั่นใจว่าคงจะสรุปสุดท้ายที่ หน้าพระลาน นี่แหล่ะ ช่วงนั้นจึงเป็นช่วงที่สบายที่สุด มีความสุขที่สุด เพราะรู้ผลสอบแน่นอนแล้ว จึงตระเวรกินตระเวนเที่ยวอย่างเดียว

พรรคพวกกันสมัยที่เรียน ม. ที่ รร.มัธยมวัดหนองแขม และเรียนจบ ม.8 ที่ รร.อำนวยศิลป์ ก็มาตามให้ไปเป็นเพื่อนเพื่อสมัครสอบที่ วศ.ปทุมวัน ( วิทยาลัยวิชาการศึกษา ปทุมวัน ) หรือ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒนั่นเอง

จำได้ว่าตอนที่ทำข้อสอบนั้น ผมทำด้วยความมั่นอกมั่นใจ ไม่ตื่นเต้นอะไรเลย เพราะเพิ่งรู้ว่า สอบเข้าศิลปากรได้ และตั้งใจว่า ที่ วศ.ปทุมวัน นี้ มาสอบเล่นๆ มากกว่า ไม่ได้ก็แล้วไป หรือถึงสอบได้ก็คงไม่เรียน เพราะเป็นวิชาครูที่แสนจะเชย ดูโบราณ ล้าสมัยมาก แต่พอประกาศผล ผมกลับสอบได้ และต้องไปสอบสัมภาษณ์ ส่วนเพื่อนที่เป็น เจ้ามือ และ เจ้าภาพ กลับสอบตก อย่างน่าเสียดาย

+ There are no comments

Add yours