ชีวิตในวัยเรียน นักกิจกรรม – ประสบการณ์ชีวิต (6)


ชีวิตในวัยเรียน นักกิจกรรม
เมื่อสมัยที่เริ่มเรียน กศ.บ.ปทุมวัน ใหม่ๆ ผมทำกิจกรรมมาทุกด้านตลอด 4 ปีเต็มไม่ได้ว่างเว้น เป็นกรรมการของสโมสรนิสิตทุกสมัย เป็นผู้ช่วยปฏิคม สาราณียกร ประธานชุมนุม และ อุปนายกสโมสร ทำงานมากกว่าเรียน จนอาจารย์ผู้สอนประสิทธิ์ประสาท ออกปาก ( ด่า ) และให้คำขวัญเตือนใจ ว่า กิจกรรม เอ ( A ) การเรียน อี ( E ) สองปี คงต้องออก ( อนุปริญญา )

จะว่าไปกิจกรรมต่างๆ ที่ทำนั้น มันก็ช่วยให้ผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การเขียน การพูด การจัดประชุม การวางแผน การทำหนังสือ เล่นกีฬา เล่นดนตรี ฯลฯ สนุกออกจะตายไปในช่วงเวลานั้น

เมื่อจบปีที่ 2 แล้ว ก็ต้องตัดสินด้วยคะแนนว่าจะผ่านได้ไปเรียนปี 3 ปี 4 เพื่อรับพระราชทานปริญญาตรี ที่ 2.00 กับเขาหรือไม่ ผมก็สอบได้ 2.50 ผ่านสบาย ในช่วงกิจกรรมทั้งหลายนั้น ผมมีเพื่อนสนิทหลายคน ซึ่งเดี๋ยวนี้เป็นใหญ่เป็นโตกันไปหมด แต่ก็คงต้องเอามาเล่าให้ฟังสักคนสองคน เพื่อจะได้ต่อเรื่องได้

คนแรก ก็คือ สุชาย วัฒนตฤณากุล น้องชายเจ้าของร้านสุกี้เนื้อ วัฒนาพานิช หน้า รพ.มิชชั่น ยมราช ( ร้านวัฒนาพานิช ที่ซอยเอกมัย เป็นร้านของ พ่อครัว ( เถ่าชิ้ว ) คนดั้งเดิม และ ร้านวัฒนาพานิช ที่ ถนนนวมินทร์ ข้าง รร.โสภานุสรณ์ บางกะปิ เป็นร้านของน้องชาย ซึ่งใช้สูตรดั้งเดิมทั้งสองร้านในปัจจุบัน ) เพื่อนคนนี้แหล่ะ ที่ทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันมาโดยตลอด และ ได้เป็นนายกสโมสรนิสิต เมื่ออยู่ปี 4 ในตอนนั้น

นอกจากกิจกรรม ที่เราทำกันใน วศ.ปทุมวันแล้ว เรายังข้ามฟากไปทำกิจกรรมร่วมกันกับ คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วย เพราะมียงยุทธ วิชัยดิษฐ ( อดีต ปลัดเทศบาลหาดใหญ่ / ผู้ว่าราชการจังหวัด / อธิบดีกรมที่ดิน / รองนายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ) ซึ่งเป็นน้องชายของ ดร.ธวัช วิชัยดิษฐ เป็นตัวเชื่อม  

มีอยู่ครั้งหนึ่ง กศ.บ.ปทุมวัน 3 – 4 คน คุยกับพวก รัฐศาสตร์ จุฬาฯ 2 – 3 คน ก็บังเอิญมีเพื่อนที่กำลังเรียนอักษรศาสตร์มาคุยด้วย ( ดูเหมือนจะชื่อแสงทอง กำเนิดมี ถ้าจำได้ไม่ผิด ) เนื้อหาการคุยก็เป็นเรื่องสัพเพเหระไปตามประสา จนกระทั่งมีการยกเอาหัวข้อที่ว่าเรียน กศ.บ. สู้ เรียน อักษรจุฬาฯ ไม่ได้ เพราะจบ กศ.บ. มา ต้องเป็นครูอย่างเดียว ทำงานอย่างอื่นๆ ไม่ได้เลย ส่วนจบอักษรศาสตร์ฯ มาทำงานได้ตั้งมากมายหลายอย่าง เป็นทูต เป็นไกด์ เป็นนักเขียน และ เป็นครู ก็ได้

พวกเราต่างก็ได้โต้แย้งไปหลายประเด็นว่า ในแง่ของการศึกษานั้น ไม่ว่าเราจะเรียนอะไรกันมา มันต้องพัฒนาตัวเองต่อยอดออกไปอีก ไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบ หรือ กฎเกณฑ์ เสียทั้งหมด ส่วนจะงานอะไร ได้ดีหรือไม่ดี มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ที่ว่าจบ กศ.บ. แล้วต้องเป็นครูเพียงอย่างเดียวนั้นไม่จริง แต่เป็นเพราะว่า กศ.บ. รุ่นพี่ๆ ที่จบกันออกไป ไม่คิดจะไปทำงานอย่างอื่นกันต่างหาก ถ้าจะทำ ก็ทำได้ เพราะเราเรียนกันแบบกว้าง ไม่ได้เรียนกันแบบลึก เรียกว่าเรียนแบบเป็ด ว่ายน้ำก็ได้ บินก็ได้ ขันก็ได้ ไข่ก็ได้ ว่าอย่างนั้นเถอะ

แต่เพื่อจะพิสูจน์สิ่งที่เราพูด เห็นที กศ.บ. รุ่น 6 นี้แหล่ะ ที่จะพิสูจน์ให้ดูว่า จะทำงานอะไรก็ได้ ถ้าจะทำ เราจึงกำหนดกันว่า สุชาย วัฒนตฤณากุล ซึ่งคุ้นเคยกับการค้าๆ ขายๆ อยู่แล้ว ให้มุ่งเข็มไปทำงานทางธุรกิจ ซึ่งก็สามารถดำเนินการจนบรรลุเป้าหมาย คือออกไปขาย จักรเย็บผ้าพาฟท์ และ ในที่สุดก็ได้เข้าทำงานที่ บริษัท เอสโซ่แสตนดาร์ด ประเทศไทย จำกัด ในตำแหน่ง ผู้จัดการศูนย์เอสโซ่บริการ

นับว่าเป็น กศ.บ. คนแรก ที่เข้าทำงาน บริษัท เอสโซ่ฯ ซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติชั้นนำของโลก เพราะแต่เดิมนั้นเอสโซ่ฯ มักจะรับบัณฑิตจากคณะพาณิชยศาสตร์ คณะบัญชี คณะรัฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ เป็นส่วนใหญ่ ด้านสังคมศาสตร์ หรือ การศึกษา แทบจะไม่มีเอาเสียเลย

สุชาย ทำชื่อเสียงไว้มากพอดู ในเรื่องของงานที่รับผิดชอบ และถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำให้ กศ.บ. คนต่อๆ มา ได้เข้าทำงานใน เอสโซ่ฯ มากขึ้น เหมือนกันกับ ดร.วุฒิชัย จำนงค์ ซึ่งไปเรียนต่อที่คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้บุกเบิก การเรียนต่อ ปริญญาโทและเอก ของกศ.บ. ปทุมวัน เช่นเดียวกัน

+ There are no comments

Add yours