จุดเริ่มต้น ที่ผมขายตัวเอง – ประสบการณ์ชีวิต (7)


ในช่วงที่สุชาย วัฒนตณากุล เข้าทำงานอยู่ที่เอสโซ่ฯ นั้น มีศุลี มหาสันทนะ เป็นผู้จัดการขายทั่วไป ( General Sales Manager ) มนัส ลิมปพยอม เป็นผู้จัดการฝ่ายขายปลีก ( Retail Sales Manager  ) และอยู่ในระหว่างการพัฒนาระบบการขายปลีกอยู่พอดี

กล่าวคือ เอสโซ่ฯ ต้องการที่จะปรับปรุงระบบการขายน้ำมันตามศูนย์บริการ ( Service Station ) ต่างๆ ให้ดีขึ้น โดยเฉพาะด้านคุณภาพของสินค้า ( น้ำมันแท้ ไม่ปลอมปน ) การบริการล้างอัดฉีดและการให้บริการ 5 จังหวะ ( 5 Steps Services ) ที่สำคัญที่สุด ต้องการที่จะสร้างศูนย์เอสโซ่บริการ เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับตัวแทนจำหน่าย ( Dealer ) ที่เป็นเจ้าของปั้มน้ำมันอยู่ในขณะนั้น และบางศูนย์เอสโซ่บริการ บริษัทฯ ก็จะเข้าไปดำเนินการเอง 100 % เรียกว่า Company Operated

เอสโซ่ฯ ตั้งศูนย์ฝึกอบรมวิชาการขายปลีก ( Retail Sales Training Center ) ขึ้นที่ศูนย์เอสโซ่บริการสุรวงศ์ โดยมี ธรรมนูญ ปวนะฤทธิ์ เป็นผู้จัดการศูนย์ และ สุชาย วัฒนตฤณากุล ก็เป็นลูกศิษย์รุ่นแรกของหลักสูตรนี้ด้วย

ในจังหวะนั้น เอสโซ่ฯ ก็เปิดรับสมัครผู้จัดการศูนย์รุ่นใหม่ ในจำนวน 6 คนนั้น ไม่มี กศ.บ. จากที่ไหนเลยสักคนเดียว  ที่พอจำได้ ก็คือ ส่องแสง บุญประมุข ซึ่งยังอยู่ เอสโซ่ฯ ทุกวันนี้ เสรี เวชโช อยู่บริษัทในเครือหงส์ทอง ของ เจริญ สิริวัฒนภักดี ส่วนอีก 2 คน เดินทางไปเรียนต่อที่ อเมริกา แล้วเลยตั้งรกรากอยู่ที่นั่น อีกคนหนึ่งประกอบธุรกิจส่วนตัวในปัจจุบัน

การอบรมหลักสูตรนี้ จะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนเต็ม เริ่มจากงานหน้าปั้มจนถึงงานบริหาร ซึ่งให้ประสบการณ์และความรู้ที่วิเศษมาก โดยเฉพาะการล้างห้องน้ำ ห้องสุขาและการล้างรถ อัดฉีดรถยนต์ ( สมัยก่อน มีการอัดจารบี ตามจุดต่างๆ ) เมื่ออบรมไปได้เพียง 2 สัปดาห์ ผู้เรียนคนหนึ่งก็ลาออกเพราะได้ทุนไปเรียนต่อเมืองนอก จาก 6 คน ตามแผนงาน จึงเหลือเพียง 5 คน จำเป็นต้องหาคนมาเติมให้ครบตามกำหนดและแผนเดิม

สุชาย วัฒนตฤณากุล ลงทุนขับรถมาชวนผม ที่สำนักงาน กพ. ให้ไปสมัครในตำแหน่งที่ว่างนั้น ให้ได้ โดยอ้างเหตุผลต่างนานา โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ รายได้ เงินเดือน ที่ได้เพิ่มขึ้นเท่าตัว ( จบปริญญาตรี รับราชการ เริ่มต้นที่ 900 บาท แต่ผมมี วุฒิ ปม. พ่วงด้วย จึงได้ 1,100 บาท ) และจี้จุดว่า ควรรีบตัดสินใจจะได้เก็บเงินไว้แต่งงานได้ทันเวลา ตามที่ต้องการอีก 2 – 3 ปี ข้างหน้า

ผมเองนั้น ไม่ค่อยมั่นอก มั่นใจเท่าไหร่ ที่จะเข้าทำงานที่เอสโซ่ฯ เพราะไม่เคยคิดหรือคาดฝันมาก่อน จริงอยู่ ในระยะนั้นผมชอบอ่านหนังสือความรู้ คือ ประทีป ของเอสโซ่ฯ ที่ วิตต์ สุทธเสถียร เป็นคนทำและมีวิลาศ มณีวัต รับช่วงในสมัยต่อมา เพราะเป็นหนังสือดี มีสาระน่าอ่าน รูปเล่มทันสมัยมาก แต่ก็ไม่เคยคิดว่าจะได้มาร่วมงานอะไรกับเขาด้วย คงมุ่งหน้าไปที่ งานราชการ เพียงอย่างเดียว เมื่อสอบเข้า กพ.ได้ ก็ตั้งใจว่าจะรับราชการ โดยคิดว่า ท้ายสุด ก็น่าจะได้เป็นอธิบดีกรมใดกรมหนึ่งกับเขาเท่านั้น

เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ผมขับรถไม่เป็นและไม่เคยมีความรู้ในเรื่องน้ำมูกน้ำมัน หรือ ธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์อะไรมาก่อน จึงไม่แน่ใจว่า จะผ่านการสอบสัมภาษณ์หรือไม่ สุชาย รับปากอย่างอย่างแข็งขันและเอาหัวเป็นประกันว่า หากผมไปสมัครและสัมภาษณ์แล้ว รับรองว่าได้แน่นอน เพราะได้ไปอวดอ้างสรรพคุณของผมให้ มนัส ลิมปพยอม ไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว

ผมจึงตัดสินใจไปสมัครที่เอสโซ่ฯ โดยมี สุชาย เป็นพี่เลี้ยงตลอดรายการ จำได้ว่าเดินไปหาใคร ก็ได้รับการทักทาย หรือจ้องมองด้วยสายตาที่เป็นมิตรและไมตรี ซึ่งคงจะเป็นเพราะ ความกว้างขวาง หรือ ความมีมนุษย์สัมพันธ์ ของสุชาย นั่นเอง

ผมได้รับคำสั่ง ให้ไปพบเพื่อสัมภาษณ์กับมนัส ลิมปพยอม ซึ่งไม่มีพิธีรีตองอะไรมากนัก เพราะข้อมูลของผม สุชายเล่าให้มนัส ลิมปพะยอม ทราบจนหมดไส้หมดพุงแล้ว แค่เห็นหน้าและถามเพียง 2 – 3 คำ มนัส ก็ให้ผ่าน

ประตูด่านที่สอง คือ นิวัธน์ โตกระแสร์ ซึ่งเป็นผู้ช่วย มนัส ลิมปพยอม ในตอนนั้น สุชาย ได้อธิบายรายละเอียดต่างๆ ของ นิวัธน์ ให้ผมเข้าใจ เรียกว่าติวเข้มยังงั้นเถอะ และเน้นว่า  หากถูกนิวัธน์ ถามว่า มีความเชื่อมั่น หรือ มั่นใจ ในการทำงานนี้มากน้อยแค่ไหน ให้ตอบยืนยันว่า มั่นใจและขอเวลาเพื่อพิสูจน์ฝีมือ ลูกเดียว นิวัธน์ โตกระแสร์ จึงให้ผมผ่านไปอีกคน อย่างสบายมาก

ด่านสุดท้าย คือ อาจารย์ใหญ่ ศูนย์ฝึกอบรมวิชาการขายปลีก ที่ ศูนย์เอสโซ่ฯบริการ สุรวงศ์ ธรรมนูญ ปวนะฤทธิ์ คนสำคัญ สุชาย เล่ารายละเอียดให้ผมฟังว่า ธรรมนูญเป็นคนเก่ง สอนหนังสือดีมาก จนพวกที่เรียนวิชาครูหลายๆ คนสู้ไม่ได้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้จบวิชาครู หรือ การศึกษา มาจากที่ไหนสักแห่ง แต่จบคณะบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเคยทำงานด้านการขายมาก่อน เพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ผู้รับผิดชอบศูนย์ฝึกอบรมฯ ที่ว่านี้

ธรรมนูญ เป็นคนปากร้าย แต่ใจดี และมีความรู้ ความสามารถ ในการสอนที่หาตัวจับยาก จัดได้ว่า เป็นผู้สร้าง คนเอสโซ่ฯ รุ่นหลังๆ ไว้ให้หลายคนด้วยกัน

ผมไปพบธรรมนูญ ปวนะฤทธิ์ ที่ ศูนย์ฝึกอบรมวิชาการขายปลีก ที่ ศูนย์เอสโซ่ฯบริการ สุรวงศ์ ในวันรุ่งขึ้นตามที่นัดหมาย ชายรูปร่างอ้วน พุงพลุ่ย ผมหยักศก ตาโต เป็นคนที่ผมไปพบวันนั้น วินาทีแรกที่พบ ก็รู้สึกครั่นคร้ามนิดหน่อย เพราะดูท่าทางไม่ค่อยจะเป็นมิตรเท่าใดนัก

เมื่อผมแนะนำตัวเอง พร้อมยื่นหนังสือนำส่งตัวจาก สำนักงานใหญ่  ธรรมนูญ ก็เดินนำหน้าพาผมเข้าไปในห้องประชุม ผมก็ยิงคำถามแรก ที่ตั้งใจและเตรียมเอาไว้ ว่า “ตอนนี้ อาจารย์ยังเล่น แซกโซโฟน อยู่หรือเปล่าครับ ?” คำถามนี้เหมือนกับ จี้จุด ที่ตรงใจดำ เพราะ ธรรมนูญ หันมายิ้ม แล้วถามผมว่า  “คุณรู้ได้อย่างไร ว่าผมเล่นดนตรี “

“ผมเคยดูอาจารย์เล่นใน วงอส.ที่ สวนอัมพร และมีความคุ้นเคยกับนักดนตรีบางคนของ  วงคีตวัฒน์ ที่มี พี่ตุ๋ย ( ไพบูลย์ ลีสุวัฒน์ ) เป็นหัวหน้าวงอยู่ครับ” จากนั้น เราทั้งสองคนก็คุยกันเรื่องดนตรี เพลง นักดนตรี นักร้อง

ผมเล่าให้ ธรรมนูญ ฟังว่า ผมเคยเล่นเบส ของวงดนตรีสโมสรนิสิต วศ.ปทุมวัน มาก่อน เคยให้ ชัยยุทธ เวชสวรรค์ หัวหน้าวงดนตรีเวชสวรรค์ มาสอน และตั้งวงออกไปรับจ้างเล่นตามงานทั่วๆ ไป ทั้งงานฟรีและได้เงิน ฯลฯ โดยไม่มีเรื่อง น้ำมูก น้ำมัน มาเกี่ยวเลย แม้แต่นิดเดียว

ซึ่งกว่า ธรรมนูญ จะรู้ว่า ผมขับรถไม่เป็น ก็เมื่อผมจบหลักสูตรออกไปเป็น ผู้จัดการศูนย์เอสโซ่ฯบริการ แล้ว อีก 3 เดือนต่อมาครับ นี่เป็น จุดเริ่มต้น ที่ผม ขายตัวเอง และได้รับการตอบสนองมาด้วยดี เป็นครั้งแรกในชีวิตธุรกิจและเชื่อว่าจะมันมากยิ่งขึ้น หากติดตามอ่านกันในตอนต่อๆ ไป

1 comment

Add yours

+ Leave a Comment