จากอาชีพครู มุ่งสู่ธุรกิจ- ประสบการณ์ชีวิต (5)


จากอาชีพครู มุ่งสู่ธุรกิจ
ผมวางมือ วางปากกาจากสนามคู่แข่ง ไปนานโข หลังจากที่ได้มีโอกาสเข้าประลองยุทธ์ ปะทะฝีมือกับบรรดาเกจิอาจารย์จากสำนักเส้าหลินนี้มานานเต็มที จนนักขายมือเซียน พิมพ์เป็นเพ็อกเก็ตบุคส์ เอาเงินไปให้ลูกชายเที่ยวดีสโก้สเก็ตเรียบร้อยโรงเรียนจีนไปตั้งนานแล้ว

เคยสัญญาว่า เมื่อไหร่ที่ชาติ เอ๊ย คู่แข่งต้องการก็จะเป็น เชน คัมแบ๊ค มาอีกหน คราวนี้ก็เหมือนกัน เมื่อท่านประธานใหญ่ ธวัช พลังเทพินทร์ เปิดไฟเขียวให้เร่งเครื่อง เดินหน้าเต็มตัวอีกครั้ง ก็อดรนทนอยู่ไม่ไหว เกิดเป็นนักขายมือเซียน กับเขาทั้งที จะมัวรีรอ นิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร ก็ต้องลงมือลงไม้ปั่นต้นฉบับ ส่งมาให้ตามรายการคุณขอมานี่แหล่ะครับ

แต่เดิมนั้น ตั้งใจว่าจะแปลเรื่องค้าๆ ขายๆ ให้อ่านกันอีกสักเล่ม แต่ถูกยื่นคำขาด ว่า NO ต้องเป็น เรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ ไม่ใช่เรื่องแปล มิฉะนั้นจะส่งลงตะกร้า ไม่ใช่ส่ง โรงพิมพ์ ผมมันเป็นคนใจง่าย ใจอ่อน อยู่แล้ว จะเอายังไงก็ได้ทั้งนั้นแหล่ะ

จะว่าไป เรื่องประสบการณ์การขาย หรือ การทำงานนั้น ผมมีอยู่มากโขหลายกระบุง หลายตะกร้าอยู่ แต่ออกจะเหนียมนิดหน่อย ที่มันเป็นเรื่องส่วนตัว หรือ สาวไส้ ให้คนอื่นๆ ได้เห็นเท่านั้น

เมื่ออ่านชีวประวัติ ของไอเอ ค็อกค่า ผู้ชุบชีวิตรถยนต์ไครส์เลอร์ ก็ถึงบางอ้อว่า เมื่อมีคนอื่นเขียนกัน ทำไมผมจะเขียนบ้างไม่ได้ อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งเอียนหรือเหม็นเบื่อ กันไปเสียก่อน ก็แล้วกัน อย่างน้อยที่สุด การที่มีชีวิตอยู่ดูโลกอำไพโสภิณ มาจนบัดนี้ มันก็เป็นประสบการณ์ ที่ ต้องขาย ต้องซื้อ มามากพอสมควร หากเขียนเอาไว้บ้างมันก็คงมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย

ผมเริ่มงานการขายจริงๆ ก็คงเป็นช่วงเวลาราวๆ ปี พ.ศ. 2509 ซึ่งตอนนั้นเพิ่งจบปริญญาตรี จาก วิทยาลัยวิชาการศึกษา ปทุมวัน ( วศ.ปทุมวัน ) หรือ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ( มศว.ปทุมวัน ) เพื่อนรุ่นเดียวกันที่โด่งดังมาก มีคนรู้จักเยอะแยะ ก็เห็นจะเป็น กับ ดร.วุฒิชัย จำนง ที่ NIDA ดร.ธวัช วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการ การประปาภูมิภาค นี่แหล่ะ

เมื่อเรียนจบ กศ.บ. ในปี พ.ศ. 2507 หรือเรียกว่า กศ.บ.ปทุมวัน รุ่น 6 ผมก็อยู่เฝ้าโยง เพื่อสอนหนังสือที่แผนกสังคมศึกษา หวังจะรอทุนไปเรียนต่อต่างประเทศกับเขาบ้าง จึงสอนไป ทำงานไป เพราะเคยเป็นแอคทิวิสต์เก่า เลยได้ควบตำแหน่งอาจารย์บรรยเวกษ์ หรือ อาจารย์ที่ปรึกษา ของสโมสรนิสิต เข้าไปด้วย

ต่อมาเมื่อเห็นว่า โอกาสที่จะไปร่ำเรียนเมืองนอก เห็นทีจะไม่มีหวัง เพราะทุนของ กรมการฝึกหัดครู ไม่มีเอาเสียเลย ในช่วงนั้น ( วศ.ปทุมวัน ตอนนั้น สังกัด กรมการฝึกหัดครู กระทรวงศึกษาธิการ ยังไม่ได้ขึ้นกับทบวงมหาวิทยาลัยเหมือนตอนนี้ ) ก็คิดดิ้นรนที่จะไปสอบเข้าเรียนปริญญาโทต่อ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งตอนนั้น เปิดสอนอยู่ที่คณะรัฐประศาสนศาสตร์ เพียงแห่งเดียว

หลังจากที่ดูหนังสือเก็งข้อสอบพอสมควร ก็เข้าสนามสอบกับเขาบ้าง ผลก็คือ ได้เรียนต่อจริงๆสมใจ ในช่วง 2 ปี ที่เรียนต่อปริญญาโทนั้น ยอมรับว่าลำบากมาก เพราะต้องเรียนเต็มเวลา เลยลาออกจาก วศ.ปทุมวัน แล้วออกหาลำไพ่พิเศษ โดยเป็นอาจารย์สอนพิเศษตามโรงเรียนต่างๆ เช่น โรงเรียนสตรีประชากร โรงเรียนอาชีวศิลป์ ฯลฯ วิ่งรอกทั้งสอนทั้งเรียนอยู่อย่างนี้ จนเรียนจบ รอทำวิทยานิพนธ์เสนอ เพื่อรับปริญญา

พอดีในระยะนั้น สำนักงานข้าราชการพลเรือน หรือที่เราเรียกกันว่าสำนักงาน ก.พ. เปิดรับสมัครเจ้าหน้าที่เพื่อทำงานใน โครงการ P.C. ( Position Classification ) หรือ โครงการจำแนกตำแหน่ง ที่กำลังจะเข้ามาปฏิรูประบบราชการไทยอยู่ ผู้โด่งดังมาก ก็เห็นจะเป็น ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อดีตผู้ว่าการ การประปานครหลวง คนเก่งซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการ และกำลังจะกลับมาจากเมืองนอก

ผมทำงานที่ โครงการ P.C. ได้แค่ 2 เดือนเท่านั้น พรหมลิขิตหักเห ทำให้ผมต้องวางมือจากวงราชการ ซึ่งอาจคาดหวังหรือ ใฝ่ฝัน ว่า คงจะได้เป็นปลัดกระทรวง อะไรกับเขาบ้าง มาทำงานด้านธุรกิจ ที่ไม่เคยคาดคิดคาดฝันมาก่อนเลยครับ จะว่าไปก็เพราะผมเป็นนักกิจกรรม หรือ Activist นี่แหล่ะ มันจึงทำให้ วิถีชีวิต ของผมต้องเปลี่ยนไป  

+ There are no comments

Add yours