จะเดินทางไกล อย่าแบกของหนัก จะขึ้นที่สูง ทำตัวให้เบา – ประสบการณ์ชีวิต (2)


อาจารย์ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์ เขียนเอาไว้ ใน “ จาก ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์ ถึง ไพบูลย์ สำราญภูติ” ว่า…ผมได้รับถุงเอกสารหนักอึ้ง เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2530 มีบันทึกย่อๆ ปะหน้ามา ความว่า

“ เรียน อาจารย์ทินวัฒน์ ที่นับถือ ฝากต้นฉบับประสบการณ์ชีวิต มาให้วิจารณ์อีกเล่มหนึ่ง เพราะมีเรื่องที่เขียนถึง 2 – 3 ตอน วิจารณ์ ติ ชม ได้เต็มที่ ไม่ต้องเกรงใจ สั้น ยาว เท่าไรก็ได้ วันที่ 3 ตุลาคม จะไปชมโชว์ด้วย ขอให้สมปรารถนาตามที่ต้องการ รัก ไพบูลย์ สำราญภูติ “

ช่วงนั้นก็ยุ่งอยู่กับการเตรียมการแสดง ไลฟ์ ทอล์ค โชว์ ที่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย จนกระทั่งการแสดงแล้วเสร็จไปหลายวัน จึงได้หยิบเอกสารซึ่งเป็นต้นฉบับของหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน และผมอ่านรวดเดียวจบ ไม่มีพักสายตาเลย

ช่วงแรกๆที่ผมอ่าน ก็รู้สึกขำอยู่ในใจ เกี่ยวกับตัวผู้เขียนว่า จะรีบเขียน อัตชีวประวัติ ไปไหนกัน และทำไมต้องเขียนเอง ทำไมไม่รอให้ใครเขียนถึง หรือว่าจะเตรียมไว้ทำอะไรสักอย่าง ไม่ต้องไปรบกวนบทความ ของ ท่านพุทธทาสภิกขุ หรือ ท่านปัญญานันทภิกขุ อย่างที่เจ้าภาพหลายรายนิยมทำกัน เนื่องด้วยเวลามันฉุกเฉิน

แต่พออ่านไปได้สักครู่ ก็เริ่มมองเห็น คุณประโยชน์ ที่สอดแทรกอยู่ บรรทัดต่อบรรทัด หน้าต่อหน้า ในหนังสือเล่มนี้

ประการแรก ผมรู้สึกว่า ผู้เขียน มีความจำที่ดีเลิศ มีความละเอียดลออ พิถีพิถัน สามารถฟื้นความหลังตั้ง 20 ปีเศษ คือ เมื่อเรียนจบปริญญาตรี เมื่อปี 2506 มาเรียบเรียงเป็นฉากๆ แม้บางตอนจะเล่าย้อนไปย้อนมาบ้าง แต่การอ้างอิงเหตุการณ์และบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้องในแต่ละจังหวะของชีวิตนั้น  แทบไม่ตกไม่หล่นเลย เขียนชื่อและนามสกุล ( เท่าที่ผมรู้จักอยู่ด้วย ) ไม่มีผิดเลย มิหนำซ้ำยังบอกถึงที่มาและบุคลิกประจำตัวของแต่ละบุคคลอย่างสั้นๆ แต่ชัดเจนอีกด้วย

ประการที่สอง ความเป็นนักวิชาการ ของผู้เขียน เวลาที่ยกเรื่องราวต่างๆมักจะมี ตัวเลข ประกอบ เพื่อให้เรื่องมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ตัวเลขเหล่านี้ ผมเชื่อว่าเป็น ตัวเลขจริง ทั้งหมด ซึ่งก็น่าทึ่งว่าไปเก็บสะสมไว้ได้อย่างไร ทำไมถึงหยิบยกมาสอดแทรกได้อย่างเหมาะเจาะ ทั้งๆที่เมื่อเริ่มทำงานนั้น ไม่ได้คิดจะมาเป็น นักเขียน

และ ประการที่สาม ผมได้เห็น คุณธรรม และ น้ำใจ ของผู้เขียน ซึ่งมีอยู่ตลอดทั้ง ผืนชีวิต กว่า 20 ปี ที่ผู้เขียนเริ่มทำงานมา อย่างน้อย ความจริงใจ ต่อเพื่อนฝูง การสนับสนุนคนดี มีฝีมือ ( ไฟ ) และ การติดตามช่วยเหลือในยามยาก หรือ การชี้แนะทางก้าวหน้า ให้กับ เพื่อน หรือ ลูกน้องเก่า มีให้อ่านกันตลอด ในหนังสือเล่มนี้

โดยส่วนตัวแล้ว ผมรู้จักกับผู้เขียน อาจารย์ไพบูลย์ สำราญภูติ มานาน เรื่องมันไปยังไงมายังไง และ มันเป็นยังงี้ได้ยังไง ผู้เขียนก็ได้เล่าไว้หมดแล้วในบทที่ 18 ของหนังสือเล่มนี้ ผมไม่จำเป็นต้องเล่าซ้ำ

ผมแอบสังเกต จดจำ วิธีคิด วิธีเขียน วิธีพูด ของ อาจารย์ไพบูลย์ฯ ในทุกๆโอกาสที่มี โดยเฉพาะเรื่องการบริหารงาน การใช้คน และ การทำงานเป็นทีม อาจารย์ไพบูลย์ฯ ทำได้ดีมาก นอกเหนือไปจากวิชาการตลาดและการขาย ซึ่งดียอดเยี่ยมอยู่แล้ว

ที่ผมลืมไม่ได้คือ ไม่ว่าอาจารย์ไพบูลย์ฯ จะทำอะไรใหม่ๆ เป็นต้องบอกผมให้ทราบ บางทีก็ขอความเห็นและเวลาที่ผมทำอะไรเข้าท่า หรือ ไม่เข้าท่า จะต้องมีคอมเมนท์ ด้วยความปรารถนาดี จาก อาจารย์ไพบูลย์ฯ เสมอ

ทำให้เราตัดกันไม่ขาดและทำให้มองย้อนกลับไปถึงเรื่องราวที่เคยหมางเมินกันบ้างในอดีตเป็นเรื่องเด็กๆไป เพราะมันผ่านมาตั้งครึ่งหนึ่งของชีวิตแล้ว

อ้าว…ชักจะเพ้อ เดี๋ยวจะไกลจากวัตถุประสงค์ที่เขาให้เขียนมากไป

หนังสือเล่มนี้ จะดีขึ้นอีกมาก ถ้า

    1. มีภาพถ่ายในอดีตประกอบบ้าง เพราะเป็นบันทึกเรื่องราวในอดีตถึงปัจจุบัน ( ซึ่งกว่าหนังสือนี้จะพิมพ์ออกมา ก็กลายเป็นอดีตไปอีกหลายเดือนแล้ว ) อย่างน้อยภาพถ่ายแต่หนหลัง ถึงแม้จะมีภาพถ่ายของผู้เขียนเป็นพื้น แต่ก็ช่วยบรรยากาศได้ดี และเป็นที่พักสายตาด้วย ขนาดทีวีสี ช่อง 3 เขามี รายการ วันนี้ในอดีต หลังข่าว 20.00 น. คนยังติดกันงอมแงมเลย
    2. น่าจะบันทึกประวัติในแง่ ผิดหวัง ล้มเหลว ผิดพลาด หรือ แง่ลบ ของผู้เขียนไว้บ้าง อย่างน้อยสัก 20 %  อ่านๆดู มีแต่ วีรกรรม ไม่ค่อยมี วีรเวร เลย เช่น พูดถึง ส.ส.สอยตก หรือ ขายข้าวแกงขาดทุน ให้มันละเอียดกว่านั้นหน่อย ผู้อ่านก็จะได้ บทเรียน ทั้งแง่บวก แง่ลบ ไม่เห็นเสียหายอะไรเลย คนเรามันก็ มีได้มีเสีย มีสมหวัง มีผิดหวัง มีขึ้นมีลง มีกำไร มีขาดทุน
      เท่าที่อ่าน รู้สึกผู้เขียนจะไม่ค่อยเต็มใจเปิดเผยตอนที่ไม่ดี ทั้งๆที่ความจริง ผู้อ่านอยากอ่านทั้ง ด้านบวก และ ด้านลบ ของผู้บันทึก อย่างน้อยก็เป็น บทเรียน แก่ชนรุ่นหลังว่า กว่าจะมาถึงจุดนี้ เคย ล้มเหลว หรือ พลาดพลั้ง เสียเวลาเปล่าในเรื่องอันใดบ้าง ( หรือ จะรอให้ผมเขียนให้ แฮ่ะ แฮ่ะ มิบังอาจหรอกครับ เพราะผมก็ไม่รู้เหมือนกัน )
    3. การเอ่ยถึง รายละเอียดส่วนตัว ใน แง่ลบ ของบุคคลอื่น ซึ่งมีอยู่หลายตอน โดยใช้ ชื่อจริง นามสกุลจริง ไม่ปกปิดอ้อมค้อม ไม่น่าจะเป็นผลดีแก่หนังสือเล่มนี้ ถึงไม่ร้ายแรงขนาดถูกฟ้องร้อง ( เพราะไม่คุ้มค่า เสียเวลา ) แต่เขาอาจจะเจ็บช้ำอยู่ลึกๆ และซุ่มรอโอกาสที่จะ เคลียร์ ตัวเองบ้าง ซึ่งก็ไม่ทราบว่าจะอีกนานเท่าใด จึงจะมีโอกาสนั้น

ในส่วนที่เกี่ยวกับตัวผมเอง ( บทที่ 18 ) เวลาที่อ่านครั้งแรกยังต้องทำใจ คำแรก คือ  ทินวัฒน์ ไปเป็น ทส. ให้ บุญชู โรจนเสถียร…”  

ซึ่งข้อเท็จจริงในชีวิตผมไม่เคยเป็น ทส.ให้ใครและตั้งแต่ผมอายุ 32  ( ปี 2519 ) ผมก็ออกมาทำธุรกิจของผมเอง ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับคุณบุญชู โรจนเสถียร ก็คือ ผมเป็นที่ปรึกษาส่วนตัว ในเรื่องเกี่ยวกับการพูด การปราศรัย การกล่าวสุนทรพจน์ต่างๆของท่าน และเมื่อท่านตั้ง พรรคกิจประชาคม ผมก็ไปช่วยในฝ่ายวางแผนรณรงค์เลือกตั้ง ( 27 ก.ค. 2529 ) เท่านั้นเอง การยกย่องให้ผมเป็น ทส. ดูออกจะให้เกียรติเกินไปหน่อย

หรืออย่างการพูดถึงอดีตเพื่อนร่วมงานของผม 2 คน ใน ศูนย์พัฒนาบุคลิกภาพ ที่ออกไปเปิดสถาบันฝึกพูดแข่งกับผม ว่าตนเอง ( ผู้เขียน) ไปเอี่ยวกับเขาหมด เพราะความเป็นเพื่อน แล้วหันมาเป็น ท้าวมาลีวาราช อบรมพวกผมว่าจะโกรธกันไปทำไม ขอบิณฑบาต ให้หันหน้ามาร่วมกัน พัฒนาวิชาการพูด พัฒนาบุคลิก ให้คนมีคุณภาพมากขึ้น อย่าต่างคนต่างขายให้มันเหนื่อย อะไรทำนองนี้

ฟังดูก็เป็นคอมเมนท์ ที่ดีเปี่ยมด้วยความหวังดี แต่ขอโทษทีเถอะ ทำไม่ได้ และ ไม่จำเป็นต้องทำหรอก ต่างคนต่างทำอย่างนี้แหล่ะ ดีแล้ว จะได้แข่งขันกันบริการประชาชน “หน่ออยู่ใต้ต้น” จะโตได้อย่างไรจริงไหม

ต่างฝ่ายต่างมีความสุขด้วยกันอยู่แล้ว เหนื่อยน่ะเหนื่อย แต่ก็สนุกดี ทุกวันนี้ ในส่วนของผม ก็พัฒนาวงการพูด อยู่ตลอดเวลา ไม่มีอะไรจะมาหยุดยั้งได้ และถ้ากลับมารวมกัน ก็ไม่แน่ว่า ผมจะมาได้ไกลถึงเพียงนี้ ( และ เขาจะไปได้ไกลถึงเพียงนั้น )

ถ้าผมจำไม่ผิด อาจารย์ไพบูลย์ ฯ สมัยที่ยังขาย ข้าวแกงรามา อยู่ เคยออกจดหมายเชิญ เจ้าสำนักฝึกพูด 7 – 8 ราย ไป จับเข่าคุยกัน เพื่อจะขอ บิณฑบาต หรือ เพื่อจะขาย ข้าวแกง ก็ไม่รู้ละ ที่สาขาราชดำริ แล้วเป็นยังไง มีคนไปไม่เกิน 2 คน คนจัด หน้าแตก เย็บติดหรือเปล่า ยังไม่รู้เลย

ปล่อยไปตามทางของใครของมันเถอะครับ จะเดินทางไกล อย่าแบกของหนัก จะขึ้นที่สูง ทำตัวให้เบา พระท่านสอน จบดื้อๆ อย่างนี้แหล่ะครับ ยิ่งเขียน ยิ่งยาว ขอบคุณครับ

 

รักและนับถือเสมอ
ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์
ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาบุคลิกภาพ

+ There are no comments

Add yours